
09.00 น.
คณะผู้เดินทางพร้อมกันที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริเวณชั้น 4 บริเวณเคาน์เตอร์สายการบินอินดิโก้ (6E) เจ้าหน้าที่วาริต้า ทราเวล คอยให้การต้อนรับพร้อมอำนวยความสะดวกด้านสัมภาระและเอกสารการเดินทางให้กับท่าน
11.55 น.
คณะออกเดินทางสู่กรุงเดลลี โดยเที่ยวบินที่ 6E1064
14.45 น.
คณะเดินทางถึงกรุงเดลลี เมืองหลวงของประเทศอินเดียเป็นเมืองที่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากเป็นอันดับสองของประเทศ จากนั้นนำท่านสู่ India Gate หรือประตูเมืองอินเดีย สิ่งก่อสร้างที่มีรูปแบบและลักษณะคล้ายคลึงประตูชัยของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นประตูทรงโค้งที่มีความสูงถึง 42.35 เมตร โดยเซอร์เอ็ดเวิร์ด ลูตเยนส์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่เหล่าทหารอินเดียและอังกฤษจำนวนมากมายที่เสียชีวิตไปในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 และสงครามอัฟกัน แล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1931 โดยใช้วัสดุในการก่อสร้างเป็นหินทรายแดง ส่วนตรงกลางประตูนั้นมีกระถางหินทรายแดงขนาดใหญ่ซึ่งถูกจุดไฟให้ลุกโชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 จนกระทั่งปัจจุบันจากนั้นให้ท่านมีเวลาเก็บภาพบรรยากาศอันสวยงามกันตามอัธยาศัย
ค่ำ
บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังอาหารเดินทางสู่ที่พัก
พัก ITC WELCOME HOTEL หรือเทียบเท่า
เช้า
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้นนำท่านออกเดินทางสู่ เมืองอัคราโดยใช้ทางด่วนพิเศษซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อเดือน พ.ค. ปี 2555 ใช้สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางสู่เมืองอัครา สถานที่ตั้งของทัชมาฮาลอันโด่งดัง ระหว่างทางผ่านชมทัศนียภาพชนบทของชาวอินเดีย สัมผัสความเป็นอยู่บ้านเรือนท้องนาหรือแปลงเกษตรต่าง ๆ โดยดินแดนบริเวณนี้ถือได้ว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของอาณาจักรต่าง ๆ ที่อยู่ในอินเดียมานับพันปี โดยเฉพาะราชวงศ์โมกุล จึงมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
เที่ยง
บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
จากนั้นนำท่านเดินทางไปบริเวณริมฝั่งแม่น้ำยมนา อันเป็นที่ตั้งของ ทัชมาฮาล หนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมนา สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวและหินทรายสีแดง ประดับประดาด้วยรัตนชาติ หินมีค่าหลากหลายชนิด ใช้เวลาในการสร้างถึง 22 ปี เพื่อแสดงถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของ พระเจ้าซาร์จาฮาน ต่อพระมเหสี มุมตัสมาฮาล ที่สวรรคต เนื่องจากการให้กำเนิดบุตรคนที่ 14 ภายในทัชมาฮาลนั้น เป็นที่เก็บพระศพของพระมเหสีมุมตัสมาฮาล และกษัตริย์ ซาร์จาฮาน ท่านจะตะลึงกับความสวยงาม ความละเมียดละไม บรรจงสร้าง ประดับตกแต่งด้วยงานฝีมือที่ละเอียด แบบหาชมที่ไหนไม่ได้ เชิญท่านสัมผัสความยิ่งใหญ่อลังการของทัชมาฮาล และสวนโดยรอบในมุมต่าง ๆ ที่สวยงาม ได้เวลาอันสมควรนำท่านชม ซิกานดา หรือ สุสานแห่งจักรพรรดิอักบาร์ม ที่ซึ่งพระองค์ ได้สร้างขึ้นเองด้วยหินทรายสีแดง เพื่อเป็นที่บรรจุศพของพระองค์ บนยอดสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว จากนั้นนำท่านเดินทางไปเข้าชมป้อมปราการประจำเมือง อัคราฟอร์ด เป็นป้อมปราการที่ยิ่งใหญ่ใช้เวลาในการสร้างยาวนานถึงสามยุคสมัยของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุล มีลักษณะเป็นกำแพงสอง ชั้น และป้อมอาคารทางเข้าสี่ทิศ ภายในประกอบด้วยพระราชวัง มัสยิด สวนดอกไม้ สนาม และอาคารทางเดินโดยรอบ จุดเด่นของอัคราฟอร์ดคือ ชาฮังคี มาฮาล อาคารสีแดงจากหินทรายซึ่งจักรพรรดิอัคบาร์ สร้างประทานให้แก่มเหสีฮินดู จอร์ฮาบาย ชมห้องโถงใหญ่ที่สวยงาม, กาซ มาฮาล และ Palace of mirrors. พอร์มารค์ มัสยิดสีขาวสะอาด และ นักร่ามัสยิด สถานที่โอรส คุมขัง กษัตริย์ซาร์จาฮาน ผู้สร้างทัชมาฮาล และเป็นจุดที่พระองค์ทรงใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตมองผ่านแม่น้ำยมนา ไปเห็นทัชมาฮาลที่ซึ่งมเหสีสุดที่รักของพระองค์ประทับอยู่อย่างนิรันดร์ จากนั้นให้ท่านมีเวลาเก็บภาพบรรยากาศอันสวยงามกันตามอัธยาศัย
ค่ำ
บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังอาหารเดินทางสู่ที่พัก
พัก THE FERN RESIDENCY HOTEL หรือเทียบเท่า
เช้า
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้นนำท่านออกเดินทางสู่ เมืองกวาลิเออร์ ตั้งอยู่ใน รัฐมัธยประเทศ หนึ่งในรัฐของประเทศอินเดียเป็นไม่มีเขตติดต่อกับทะเล เนื่องจากตั้งอยู่ตรงกลางประเทศ เมืองป้อมปราการโบราณ ที่กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวและเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ที่สำคัญเมืองหนึ่งของอินเดีย อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของสถาบันการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย และอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก ได้เวลาสมควรนำท่านสู่ พระราชวังไจ วิลาส พระราชวังไจวิลาสอันงดงามตระการตาในเมืองกวาลิเออร์ คือสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์และความสง่างามแบบยุโรป สร้างขึ้นโดยมหาราชาจายาจิเรา ซินเดีย ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบทัสคานี อิตาลี และคอรินเธียน พระราชวังแห่งนี้โดดเด่นด้วยโคมระย้าคริสตัล รถม้าหลวง และพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุและเฟอร์นิเจอร์อันวิจิตรบรรจงที่สะท้อนถึงความหรูหราของราชวงศ์ซินเดีย
เที่ยง
บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ป้อมกวาลิเออร์ ป้อมปราการโบราณลึกลับในอินเดียและเป็นป้อมปราการที่ใหญ่เป็นอันดับสามของอินเดีย การตกแต่งด้วยอิฐเคลือบสีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ผสมผสานเข้ากับโขดหินได้อย่างลงตัว ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือรูปนกยูงขนาดต่างๆ ประดับประดาอยู่บนกำแพงป้องกัน สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 มีพื้นที่ประมาณ 3 ตารางกิโลเมตร ล้อมรอบด้วยกำแพงหินทรายสูง 35 เมตร ตามประวัติศาสตร์ป้อมแห่งปลี่ยนมือผู้ปกครองมาหลายราชวงศ์ จนตกมาอยู่ในการครอบครองของจักรวรรดิอังกฤษ ด้วยความที่ผ่านการปกครองมาหลายยุคหลายจึงมีความผสมผสานกันของงานศิลปะ มีทั้งวัดพุทธ วัดเชน บ่อน้ำ และวังอยู่ภายในหลายแห่ง ได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางสู่ เมืองออร์ชา
ค่ำ
บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังอาหารเดินทางสู่ที่พัก
พัก AMAR MAHAL ORCHHA HOTEL หรือเทียบเท่า
เช้า
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ พระราชวังราชามหาล หรือที่ถูกต้องคือ “ราชามหัล” เป็นพระราชวังโบราณที่ตั้งอยู่ในเมืองออร์ชา สร้างขึ้นอย่างหรูหราอลังการเป็นหนึ่งในพระราชวังที่โดดเด่นที่สุดของอินเดียยุคกลาง ตัวอาคารสร้างด้วยหินทราย โดดเด่นด้วยยอดโดมสไตล์ฮินดูและลวดลายฉลุ ตัวอาคารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังและหอคอยที่สะท้อนประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองของอินเดียยุคกลางผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบโมกุลอย่างวิจิตรงดงาม จากนั้นนำท่านชมความยิง่งใหญ่ตระการตาของ ออร์ชาร์ดฟอร์ท การออกแบบป้อมให้ออกมาแข็งแรงแน่นหนา และตั้งอยู่บนที่สูง ออร์ชาร์ก็มีป้อมขนาดใหญ่โตหลายแห่ง แต่ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา กระเบื้องสีบางแห่งยังคงสีสันสดใส ถึงแม้จะแตกร่อนไปบ้างแต่ก็ยังคงรักษาสีสวยไว้ได้
เที่ยง
บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
จากนั้นนำท่านสู่ วัดจตุรภุชมนเทียร เป็นเทวสถานฮินดูโบราณที่มีชื่อเสียง คำว่า จตุรภุช แปลว่าผู้มีสี่ (จตุร-) แขน (ภุช) อันหมายถึงพระราม อวตารหนึ่งของพระวิษณุ โครงสร้างของหมู่อาคารในมนเทียรประกอบด้วยมนเทียรซึ่งมีความสูงหลายชั้นป้อมปราการ และวังปัจจุบันภายในมนเทียรประดิษฐานเทวรูปองค์ประธานเป็นพระรธกฤษณะ นอกจากนี้มนเทียรยังเป็นที่รู้จักจากวิมานที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งด้วยความสูง 344 ฟุต ได้เวลาสมควรนำท่านสู่ วัดลักษมีนารายัน สร้างขึ้นในรัชสมัยของราชาบีร์ซิงห์ดีโอ เพื่ออุทิศแด่พระแม่ลักษมีเทพีแห่งความมั่งคั่งและความเจริญรุ่งเรือง โครงสร้างเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมวัดและป้อมที่ผสมผสานกันอย่างมีเอกลักษณ์ จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองขชุราโห เมืองกลุ่มโบราณสถานขชุราโห เป็นหมู่โบสถ์พราหมณ์และโบสถ์ไชนะ อันเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก
ค่ำ
บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังอาหารเดินทางสู่ที่พัก
พัก CLARKS KHAJURAHO HOTEL หรือเทียบเท่า
เช้า
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ วัดกลุ่มตะวันตก เป็นกลุ่มที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุด นำท่านชม วิหารกันทาริยะ มหาเทวะ เป็นวิหารที่ใหญ่และงดงามที่สุดโดดเด่นด้วยยอดสถูปทรงกูบซ้อนทับกันอย่างวิจิตร จากนั้นนำท่านชม วิหารมัตันเกศวร เป็นเทวาลัยแห่งเดียวในกลุ่มที่ยังคงใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวฮินดูมาจนถึงปัจจุบัน และวิหารลักษมันวิศวนาถ มหาเทวาลัยที่สร้างถวายพระวิษณุ หินทรายสลักตกแต่งด้วยภาพสลักหินนูนต่ำและนูนสูงอย่างละเอียด ซึ่งประกอบไปด้วยภาพชีวิตประจำวัน ทวยเทพ เทพธิดา และนางอัปสร แสดงอารมณ์อันประณีตที่สื่อถึงคัมภีร์กามสูตร ซึ่งสะท้อนปรัชญาความเชื่อและการหลุดพ้นตามความเชื่อของฮินดู โดยกลุ่มอนุสรณ์สถานแห่งขชุราโหได้รับการจดทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ในปี 1986 และถือเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของอินเดีย
เที่ยง
บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ วัดคัณฑาริยมหาเทพ เป็นโบสถ์พราหมณ์ที่ใหญ่และวิจิตรที่สุดในเมืองขชุราโห คำว่า “คัณฑาริยะ” แปลว่า มหาเทพแห่งถ้ำ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมยุคกลาง อายุกว่าพันปี และได้รับการยกย่องเป็นกลุ่มอนุสาวรีย์มรดกโลกที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งด้วยศิลปะแบบนาคระของ อินเดียตอนเหนือ โดดเด่นด้วยยอดปราสาทซ้อนกันเป็นชั้นๆ ลดหลั่นสวยงามคล้ายยอดเขา ภายในยังประดับด้วยงานประติมากรรมหินทรายกว่า 800 ชิ้น ซึ่งรวมถึงรูปปั้นเทพเจ้า, ทูตสวรรค์, ลายพันธุ์พฤกษา และภาพแกะสลักซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากคัมภีร์กามสูตร ได้เวลาสมควรนำท่านสู่ วัดเทวีชัคธัมภะ เป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญที่ตั้งอยู่ในกลุ่มเทวาลัยทิศตะวันตกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ราชวงศ์จันฑี มีโครงสร้างแบบนากระ ประกอบด้วยมณฑพ และ ครรภคฤห์ ซึ่งภายในประดิษฐานรูปแกะสลักขนาดใหญ่ของมหาเทวีอย่างวิจิตรงดงาม บริเวณผนังด้านนอกล้อมรอบด้วยแถบรูปสลัก 3 ชั้น ตามการศึกษาค้นคว้าวัดแห่งนี้เชื่อว่าเดิมเทวาลัยแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระวิษณุ ก่อนจะถูกเปลี่ยนมาใช้ประดิษฐานเทวรูปพระนางปารวตีและเจ้าแม่กาลี ในเวลาต่อมา
ค่ำ
บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังอาหารเดินทางสู่ที่พัก
พัก CLARKS KHAJURAHO HOTEL หรือเทียบเท่า
เช้า
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองสาญจี เป็นเมืองในรัฐมัธยประเทศ ประเทศอินเดีย สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (ช่วงพุทธศตวรรษที่ 3) บนเนินเขาเจติยคีรี ซึ่งบ้านเกิดของพระนางเวทิสาเทวี พระมเหสีองค์แรกของพระเจ้าอโศก และยังเป็นสถานที่สร้างมหาสถูปสาญจี ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มพุทธสถานและสถูปโบราณที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก
เที่ยง
บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ มหาสถูปสาญจี เป็นพระมหาเจดีย์องค์แรกในพระพุทธศาสนา สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อปี พุทธศักราช 300 ขณะทรงเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมริยะที่ปกครองแคว้นมคธหลังจากพระองค์เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธทรงกลายเป็นเอกอัครพุทธศาสนูปถัมป์ ผู้อุปถัมป์บำรุงพุทธศาสนาโดยสร้างกลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี มีพระราชประสงค์เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อบรรจุพระธาตุของพระอัครสาวก พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะ รวมถึงพระอรหันต์ที่มีความสำคัญในการเผยแผ่พุทะศาสนาทั้ง 9 สาย มหาสถูปสาญจีเป็นอนุสรณ์แก่พระโอรสและพระธิดาที่ต่อมาบวชเป็กภิกษุ และภิกษุณีในพุทธศาสนา รวมถึงเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความรักต่อพระมเหสีองค์แรก อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่มีความสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งประจำมหาสถูปสาญจี คือ เสาพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ตั้งเรียงรายอยู่ในบริเวณพุทธสถานสาญจี เสาพระเจ้าอโศกถูกค้นพบในปี ค.ศ.1818 ในสภาพทรุดโทรมอย่างหนัก มีการบูรณะจนเสร็จเมื่อปี คศ.1919 หัวเสาที่เป็นรูปสิงโตหันหลังชนกัน กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอินเดีย ภายหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ ได้เวลาสมควรนำท่านเดินทางสู่ เมืองโพบาล
ค่ำ
บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังอาหารเดินทางสู่ที่พัก
พัก Jehan Numa Palace Bophal หรือเทียบเท่า
เช้า
บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
จากนั้นนำท่านชม เขตโบราณสถานภีมเพตกะ เป็นแหล่งโบราณคดีในรัฐมัธยะประเทศที่มีมวลหมู่ถ้ำพร้อมภาพเขียนโบราณซึ่งมาจากยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคพาเลโอลิธิก ถึง เมโซลิธิก และยุคประวัติศาสตร์เป็นหลักฐานถึงการมีอยูของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดในอินเดีย โดยประกอบด้วยเพิงหินจำนวน 750 แห่ง กระจายในพื้นที่กว้างกว่า 10 กิโลเตร โดยแบ่งได้เป็น 5 ยุคไล่จากหินเก่าตอนต้นบางส่วนยังปรากฏหลักฐานจิตรกรรมถ้ำ ชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดนั้นอายุราว 10,000 ปี ภาพเขียนเป็นรูปคนและสัตว์เรื่อยมาจนถึงยุคประวัติศาสตร์ยุคกลางแสดงภาพมนุษย์ถือสามง่ามกำลังเต้นระบำ และประมาณว่าภาพเขียนสีในราว 100 เพิงหินได้เจืองจางในปัจจุบัน จึงทำให้สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญมากที่สุดในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของอินเดียจนได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกในปี 2003
เที่ยง
บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
บ่าย
จากนั้นนำท่านช้อปปิ้ง Chowk Bazar ซึ่งเป็นตลาดที่มีชื่อเสียงมากโพบาลแหล่งช้อปปิ้ง ที่มีบรรยากาศย้อนยุคอยู่ในเมืองเก่า โดยจัดแสดงผลงานทั้งหมดที่สลับซับซ้อนกับมรดกของโบพาล และตลาดใหม่เป็นงานใหม่ ทันสมัย และร่วมสมัย นำท่านชมกระเป๋า สินค้าขึ้นชื่อของเมืองซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของโบพาล และสินค้าทำมืออย่างสวยงามจนกลายมาเป็นสินค้าที่ใครมาก็ต้องซื้อจนได้เวลาสมควรเดินทางสู่สนามบินโบพาล (เพื่อความสะดวกในการท่องเที่ยวอิสระอาหารค่ำ)
18.00 น.
ออกเดินทางสู่ กรุงเทพฯโดยเที่ยวบินที่ 6E5132//6E1049 (18.00-19.35/00.45-06.55) แวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินนานาชาติมุมไบ (ช่วงเวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับฤดูการบิน)
06.55 น.
เดินทางถึง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยความสวัสดี…พร้อมความประทับใจมิรู้ลืม
