ทัวร์โมร็อกโก 10 วัน 7 คืน 2569

0
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ชื่อ-นามสกุล*
อีเมล*
เบอร์โทรติดต่อ*
จำนวนผู้เดินทาง*
* I agree with Terms of Service and Privacy Statement.
Please agree to all the terms and conditions before proceeding to the next step
บันทึกโปรแกรมทัวร์

Adding item to wishlist requires an account

2817
Tour Details
  • สายการบินเอมิเรตส์ สายการบินชั้นนำระดับโลก พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
  • โรงแรมระดับมาตรฐานสากลระดับ 4 ดาว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
  • รถโค้ชปรับอากาศมาตรฐาน พร้อมคนขับที่ชำนาญเส้นทาง
  • หัวหน้าทัวร์ที่มีประสบการณ์ มีความรับผิดชอบสูง ให้บริการ และอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด
Itinerary

วันที่ 1กรุงเทพฯ (สนามบินสุวรรณภูมิ)

22.00 น.    

คณะผู้เดินทางพร้อมกันที่ สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตู 9 แถว T เคาน์เตอร์สายการบินเอมิเรตส์  (EK)  เจ้าหน้าที่ วาริต้า ทราเวล คอยให้การต้อนรับพร้อมอำนวยความสะดวกด้านสัมภาระและบัตรที่นั่งก่อนขึ้นเครื่อง

วันที่ 2คาซาบลังกา - ราบัต - หอคอยฮัสซัน - วังหลวง - ป้อมอูดายา

01.05 น.     

ออกเดินทางสู่ คาซาบลังกา ด้วยเที่ยวบินที่  EK385 / EK751 (01.05-04.55/07.25-13.10) แวะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองดูไบของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต  เดินทางด้วยเครื่องบินลำใหญ่  A380 ที่นั่งกว้างสบาย มีจอทีวีส่วนตัวทุกที่นั่ง พร้อมäบริการอาหารและเครื่องดื่มในระหว่างเทียวบิน  นอกจากนี้ระหว่างเปลี่ยนเครื่องท่านจะสามารถพักผ่อนรอเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดูไบซึ่งเป็นสนามบินชั้นนำระดับโลก

13.10  น.   

เดินทางถึง สนามบินคาซาบลังกา (เวลาท้องถิ่นช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง) หลังผ่านการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร พร้อมกับรับกระเป๋าสัมภาระ ไกด์ท้องถิ่นและคนขับผู้ชำนาญเส้นทางคอยต้อนรับท่านที่สนามบิน จากนั้นนำท่านเดินทางโดยรถโค้ชปรับการกาศสู่เมืองราบัต จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองราบัต เมืองหลวงของราชอาณาจักรโมร็อกโก ระหว่างทางท่านจะได้ชมทัศนียภาพอันสวยงามสองข้างทาง โดยเมืองแห่งนี้นั้น เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ โมร็อกโก และถือได้ว่าเป็นเมืองหลวงของประเทศโมร็อกโก จากนั้นนำท่านชม สุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 (Mohammed V Mausoleum) พระอัยการของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนสง่าเฝ้าทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ไม่สำเร็จ และพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183 x 139 เมตร จากนั้นนำท่านไปชม หอคอยฮัสซัน (Hassan Tower) ส่วนหนึ่งของมัสยิดฮัสซันซึ่งได้วางแผนไว้ให้เป็นสุเหร่าที่ใหญ่ อันดับ 2 ของโลก สามารถบรรจุผู้ที่เข้ามาสวดมนต์ได้พร้อมกันคราวละ 40,000 คน (แต่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ) สมควรแก่เวลานำท่านชมภายนอก สุเหร่าหลวง และ พระราชวังหลวง ที่ทุกเที่ยงวันศุกร์ กษัตริย์แห่งโมร็อกโกจะทรงม้าจากพระราชวังมายังสุเหร่าเพื่อประกอบศาสนกิจ ได้เวลาอัน สมควรนำท่านชมความยิ่งใหญ่ตระการตาของป้อมอูดายา ซึ่งเป็นป้อมขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 12 โดยอาณาจักรของสเปนเมือครั้งยึดครองชายฝั่งด้านตะวันออกของโมร็อกโก ถือได้ว่า เป็นป้อมที่มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของเมืองราบัตและโมร็อกโกเป็นอย่างมาก ผ่านการครอบครองจากหลายอาณาจักร ตัวป้อมสร้างด้วยหินปูนล้อมรอบด้วยกำแพงขนาดใหญ่ภายในมีอาคารบ้านเรือน สถานที่สำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมัสยิด สวนดอกไม้ จากนั้นนำท่านชม สวนสาธารณะแอนดาลูเชียน (Andalusian Garden) ซึ่งในอดีตเคยเป็นของฝรั่งเศสถูกตกแต่งด้วยนํ้าพุ ต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์

ค่ำ              

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Le Diwan Rabat – MGallery Collection hotel หรือเทียบเท่า ****

วันที่ 3ราบัต - เชฟชาอูน

เช้า            

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม

จากนั้นนำท่านเดินท่างสู่ เมืองเชฟชาอูน ( ระยะทาง 245 ก.ม. / 4 ช.ม.) โดยเมืองเชฟชาอูนได้ชื่อว่าเป็น เมืองสีฟ้าแห่งโมร็อกโก ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 538 ปี เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงและมีความโดดเด่นในเรื่องของอาคารบ้านเรือนที่ทาเป็นสีฟ้าทั้งหมด

เที่ยง         

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย

นำท่านชมเมือง เชฟชาอูน เมืองโบราณเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ถูกสร้างขึ้นในปี 1471 ถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุด ในอดีตนั้น เชฟชาอูน ถูกสร้างเพื่อเป็นที่พักผิงให้แก่ผู้อพยพ  ชาวมัวร์และชาวยิวที่ถูกเนรเทศออกจากประเทศสเปน หลังจากนั้นเป็นต้นมาที่แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของชาวชาวมัวร์และชาวยิว จนในปี 1930 ผู้คนในเมืองช่วยกันทาอาคารบ้านเรือน ทางเดิน ประตู และทุกๆ ที่ในเมืองให้เป็นสีฟ้า ด้วยความเชื่อทางศาสนาที่ว่า สีฟ้า-น้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์และเป็นตัวเทน ของเทพเจ้า เป็นสีของท้องฟ้าและทะเล และยังเพื่อเป็นการระลึกถึงพระเจ้า นอกจากนี้ชาวเมืองยังเชื่อว่า ผนังสีฟ้าสามารถช่วยไล่ยุงได้อีกด้วย เมืองนี้ตั้งอยู่ใจกลางบนภูเขา Rif เมืองนี้จึงถูกล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ ต้นไม้ ภูเขา มีทิวทัศน์ที่สวยงาม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมของ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโมร็อกโก นำท่านชมความสวยงามของอาคารบ้านเรือนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ท่านสามารถเดินเล่นไปตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ที่มีการทาด้วยสีฟ้า ไม่ว่าจะไปตรงไหนก็จะเป็นสีฟ้าทั้งเมือง เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีร้านค้า ร้านอาหารต่าง ๆ ที่ท่านสามารถนั่งเล่นแบบชิล ๆ ได้ตลอดทั้งวัน จนได้เวลาอันสมควรนำท่านสู่ภัตตาคาร

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังมื้ออาหารนำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก

พักค้างคืน ณ DAR ECHCHAOUEN หรือเทียบเท่า ****

วันที่ 4เชฟชาอูน - เมคเนส - ประตูเมือง - เมืองโบราณ โวลูบิลิส - เฟส - โรงฟอกหนังเฟซ - เมืองเก่าเฟส

เช้า             

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม

หลังอาหารนำท่านเดินทางสู่เมืองเมคเนส เป็นเมืองหลวงโบราณในสมัยสุลต่าน มูเล อิสมาอิล (Mouley Ismail) แห่งราชวงศ์อะลาวิท (Alawite Dynasty) กษัตริย์จอมโหดผู้ชื่นชอบการทำสงครามใน ศ.ต. ที่ 17 ด้วยทำเลที่ตั้งที่มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง เมกเนสจึงเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตมะกอก ไวน์ และพืชพรรณต่างๆ  ตัวกำแพงเมืองเมคเนส กำแพงเมืองล้อมรอบเมืองเก่าที่ยาวประมาณ 40 กม. ซึ่งมีประตูเมืองใหญ่โตถึง 7 ประตู ตกแต่งด้วยโมเสดและกระเบื้องสีเขียวบนผนังสีแสดสวยงามเป็นเอกลักษณ์ จากนั้นนำท่านชมร่องรอยความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมันโบราณโวลูบิลิส ซึ่งเป็นโบราณสถานของโรมันที่สร้างตั้งแต่ ค.ศ .583  แต่ได้พังทลายลงมาอันเนื่องมาจากแผ่นดินไหว สถานที่แห่งนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี  1997

เที่ยง          

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย            

ออกเดินทางสู่ เมืองเฟส เมืองหลวงเก่าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และยังเป็นเมืองสำคัญทางด้าน ศาสนามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของโมร็อกโก ตั้งอยู่ระหว่างพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่ต่อจากเชิงเทือกเขารีฟ ซึ่งเฟส เป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และมีเสน่ห์อันแสนสุดประทับใจ จากนั้นนำท่านสู่ โรงฟอกหนังเฟซ (Tanneries of Fes) หัตถกรรมฟอกหนังโบราณแห่งเมืองเฟซ ในโมร็อกโกเป็นแหล่งงานหัตถกรรมที่สืบทอดมากว่า 1,000 ปี โดยเฉพาะ Chouara Tannery ซึ่งโดดเด่นที่สุดในย่านเมืองเก่าเฟซ กระบวนการฟอกหนังยังคงใช้วิธีดั้งเดิมทั้งหมด ตั้งแต่การแช่หนังในถังปูนขาวและส่วนผสมธรรมชาติ ไปจนถึงการย้อมสีด้วยสีจากพืช เช่น อินดิโก แซฟฟรอน และป๊อปปี้ บรรยากาศของโรงฟอกหนังเต็มไปด้วยสีสันจากถังย้อมนับร้อย และกลิ่นเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยว งานฟอกหนังยังเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น ผลิตสินค้าอย่างกระเป๋า รองเท้า และเครื่องหนังต่าง ๆ แม้ต้องเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์และพัฒนายังคงดำเนินควบคู่เพื่อคงคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมนี้ไว้ จากนั้นนำท่านเดินชมเมืองเก่าเฟส (Fes el-Bali) เขตประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองเฟสและเป็นหนึ่งในมรดกโลกยูเนสโก โดดเด่นด้วยตรอกซอกซอยแคบกว่า 9,000 เส้นทาง อาคารสไตล์มุร็อบบี (Moorish) และบรรยากาศดั้งเดิมที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงมานานหลายศตวรรษ ภายในเมืองเก่ามีสถานที่สำคัญ เช่น มหาวิทยาลัยอัลคอรอวียีน (Al-Qarawiyyin) ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก, ตลาดโบราณ (ซูค) ที่คึกคัก ท่านจะได้สัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิม งานหัตถกรรมพื้นเมือง และกลิ่นอายวัฒนธรรมอาหรับ-เบอร์เบอร์อันล้ำค่า จากนั้นนำท่านสู่ภัตตาคาร

ค่ำ              

รับประทานอาหารค่ำ ณ  ภัตตาคาร(ท้องถิ่น) พร้อมชมการแสดงศิลปะพื้นเมือง

พักค้างคืน ณ Barcelo Fes HOTEL หรือเทียบเท่า ****

วันที่ 5เฟส - อิเฟรน - มิเดลท์ - ราชิดิยา - เออร์ฟูด - เมอร์ซูก้า - SAHARA STARS CAMP

เช้า           

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม

นำท่านเดินทางสู่ เมืองอิเฟรน เมืองพักตากอากาศบนความสูงกว่า 1,650 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งในอดีตฝรั่งเศสได้มาสร้างเมืองขึ้นบริเวณนี้ เป็นสถานที่พักผ่อนทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน บ้างก็เรียกเมืองอิเฟรนว่า เจนีวาแห่งโมร็อกโก หรือ “สวิตเซอร์แลนด์แห่งโมร็อกโก” บ้านส่วนใหญ่มีหลังคาสีแดง มีดอกไม้ และทะเลสาบสวยงาม นำท่านเดินเล่นชมเมืองและเก็บภาพบรรายากาศอันสวยงามอีกแห่งของโมร็อกโก ถ่ายรูปกับ อนุสรณ์สิงโตหิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสิงห์โตตัวสุดท้ายที่ถูกล่าจนหมดไปจากเทือกเขาแห่งนี้ จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองมิเดลท์ (ระยะทาง 136 ก.ม. / 2.30 ชม.) ระหว่างทางนำท่านแวะภัตตาคารรับประทานอาหาร

เที่ยง         

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย           

ออกเดินทางข้ามเขามิเดลท์ (Middle Atlas) ภูมิประเทศเขียวชอุ่มไปด้วยป่าไม้ บางช่วงต้นไม้พุ่มเตี้ยแปลกตา สวนต้นสนซีดาร์ ผ่านเส้นทางความสูง 3,090 เมตร ปกคลุมด้วยหิมะ และต้นสนขนาดใหญ่ เดินทางผ่าน เมืองราชิดิยา  (RACHIDIA) เมืองที่มีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ ซึ่งมีระยะทางห่างจากพรมแดนระหว่างโมร็อคโค และแอลจีเรีย เพียง 25 กม. สู่ เมืองเออร์ฟูด (ระยะทาง 200ก.ม./3.30 ช.ม.) เมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางกองคาราวานพ่อค้าที่เดินทางมาจากตะวันออกกลางอย่างซาอุดิอารเบียและซูดาน บนเส้นทางผ่านข้ามเขตแห้งแล้งแต่มีโอเอซิสที่หุบเขาเดดส์ (Dades) ซึ่งแนวเขาและธรรมชาติของหุบเขาที่ถูกกัดกร่อนจากแรงลม ทำให้หุบเขากลายเป็นรูปร่างต่างๆ สวยงาม นำท่านถึงเมือง เมอร์ซูก้า (Merzouga) จากนั้นนำท่านเปลี่ยนรถเดินทางเป็น รถขับเคลื่อน 4 ล้อ (4x4) พร้อมกระเป๋าสัมภาระ(ใบเล็ก) เมืองในทะเลทรายซาฮาร่า ผ่านภูเขาหิน ที่เต็มไปด้วยซากฟอสซิลของหอยและแมงกะพรุนโบราณ ในอดีต เมื่อประมาณ 350 ล้านปีก่อน ดินแดนแห่งนี้เคยอยู่ใต้ท้องทะเลต่อมาเมื่อแผ่นดินผุดขึ้นมา จึงเกิดซากฟอสซิลขึ้นมากมาย ชมความสวยงามของทะเลทรายในยามพระอาทิตย์อัสดง นำท่านสู่ที่พักแรม ให้ท่านรับประทานอาหารค่ำ อิสระให้พักผ่อน

ค่ำ              

รับประทานอาหารค่ำ ณ  ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Xaluca Bivouac La Belle Etoile เป็นที่พักแบบแคมป์กลางทะเลทราย (glamping) ในซาฮารา ลักษณะเป็นเต็นท์ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น เตียงและห้องน้ำ เหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสบรรยากาศทะเลทราย ทำกิจกรรมอย่างขี่อูฐ ดูดาว และชมพระอาทิตย์ตก มากกว่าการพักโรงแรมหรูทั่วไป

วันที่ 6ขี่อูฐชมพระอาทิตย์ขึ้น - เมอร์ซูก้า - เออร์ฟูด - ทินเฮียร์ - ทอดร้ากอร์จ - วอซาเซท - ป้อมทาเริท

เช้าตรู่        

ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นนำท่าน ขี่อูฐชมเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เนินทรายในทะเลทรายซาฮาร่า (SAHARA DESERT) เป็นทะเลทรายที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลกคือ มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร (ใหญ่เท่าสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ) และตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ทะเลทรายซาฮาร่ามีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ สัตว์ หรือพืช เพราะฝนตกน้อยมาก และพื้นที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ หากมีสัตว์และพืชพันธุ์ใดที่สามารถเติบโตในทะเลทรายได้ ก็ต้องปรับตัวกันอย่างมาก เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องหาวิธีในการใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ ให้ท่านได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้าในทะเลทรายซาฮาร่า จากสภาพการไร้ฝนและอุณหภูมิที่ร้อนจัดในทะเลทรายมีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเหนือทะเลทราย เกือบเป็นศูนย์ตลอดปี ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากบนเนินทราย ซึ่งเป็นภาพที่สวยน่าประทับใจ จนได้เวลานำท่านขี่อูฐกลับสู่โรงแรมที่พัก

เช้า             

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม

นำคณะนั่งรถ ขับเคลื่อนสี่ล้อ (4×4) ออกจากทะเลทรายซาฮาร่ามุ่งหน้าสู่ เมืองเออร์ฟูด์ (Erfoud) เพื่อเปลี่ยนเป็นรถโค้ชคันเดิม จากนั้นนำท่านเดินทางต่อไปยัง เมืองทินเฮียร์ (Tinguir) แวะชม โอเอซิสทินเฮียร์ ซึ่งเป็นชุมชนที่  เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้งในเขตทะเลทราย ที่ยังมีความชุ่มชื้น มีตาน้ำหรือลำธารน้ำ ซึ่งใช้ในการปลูก ต้นปาล์ม ต้นอัลมอนด์ โอเอซิสแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของกองทหารที่เดินทางมาจากวอซาเซท ผ่านหุบเขาเดดส์ (Dades) ซึ่งเป็นแนวเขาและธรรมชาติของหุบเขาที่ถูกกัดกร่อนจากแรงลม ทำให้หุบเขากลายเป็นรูปร่างต่างๆ  สวยงาม จากนั้นเดินทางสู่ทอดร้ากอร์จ (ระยะทาง 142 ก.ม. / 2.30 ช.ม.) โกรกธารที่มีโขดผาสูง 985 ฟุต หรือ 300 เมตร ทั้งสองด้านที่เกือบตั้งทำมุมสามเหลี่ยมกับแม่น้ำโทดร้า ถือว่าเป็นโกรกธารและหุบเขาที่สวยที่สุดทางใต้ของโมร็อกโก ชมความงดงามของช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในโอเอซิส โดยมี ลำน้ำใส ๆ ที่ไหลผ่านช่องเขากับหน้าผาสูงชันแปลกตา สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งปีนหน้าผาสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการเสี่ยงภัย จากนั้นนำท่านสู่ภัตตาคารรับประทานอาหาร

เที่ยง          

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย           

เดินทางสู่ เมืองวอซาเซท (ระยะทาง 173 ก.ม./3 ช.ม.) เคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1928 ฝรั่งเศสได้ตั้งกองกำลังทหารและพัฒนาที่นี่ให้เป็นศูนย์กลางการบริหาร วอซาเซทเป็นเมืองที่ถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยวแวดล้อมไปด้วยสตูดิโอภาพยนตร์ และมีการพัฒนาพื้นที่ในทะเลทรายเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ นำท่านชม ป้อมทาเริท Kasbah Taourirt เป็นป้อมแห่งตระกูลกลาวี ซึ่งภายในประกอบด้วยห้องต่าง ๆ จำนวนมากซ่อนอยู่เชื่อมต่อกันด้วยถนนเล็กๆ และเส้นทางลับคดเคี้ยวตามอาคารที่เบียดเสียดกัน พระราชวังของตระกูลกลาวี Glaoui Palace ผู้ปกครองมาราเกซ ซึ่งยังมีลวดลายผนังอาคารและรูปแบบสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของการสร้างอาคารของชาวเบอร์เบอร์ การออกแบบอาคารซึ่งเหมาะกับความเชื่อและความเป็นอยู่ของเหล่าเจ้าผู้ปกครอง  ในยุคของตระกูล Glaoui ที่นี่มีคนงานและคนรับใช้จำนวนหลายร้อยคนจึงต้องมีห้องเป็นจำนวนมาก มีทั้งส่วนที่เป็นวังเก่า ห้องนั่งเล่น ห้องรับรอง ซึ่งองค์การยูเนสโก้ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นมาจากอาคารเดิมเพียง 1 ใน 3 ของอาคารทั้งหมด 

ค่ำ             

รับประทานอาหารค่ำ ณ  ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Oscar Hotel by Atlas Studios หรือเทียบเท่า ****

วันที่ 7โรงถ่ายภาพยนตร์ Atlas - ป้อมไอท์ เบนฮาดดู - มาราเกช - ตลาดกลางเมืองมาราเกช

เช้า             

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม

จากนั้นนำท่านเดินทางแวะชมโรงถ่ายภาพยนตร์แอตลาสสตูดิโอ (ATLAS STUDIO) ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดในโมรอคโค บนพื้นที่กลางทะเลทรายกว่า 30,000 ตารางกิโลเมตร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.  1983 โดย Mohamed Belghmi แต่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เคยถ่ายทำที่นี่กลับเป็นเรื่อง Lawrence of Arabia ในปี ค.ศ.1962 ของผู้กำกับ David Lean แต่หลังจากตั้งเป็นสตูดิโอจริงๆ จังๆ แล้วภาพยนตร์ Hollywood ฟอร์มยักษ์มากมายก็เคยมาถ่ายทำที่นี่ด้วย อย่างเช่น The Mummy, Star Wars, Gladiator, Babel หรือแม้แต่หนังฟอร์มยักษ์เรื่องล่าสุดอย่าง Batman Vs. Superman: Dawn of Justice ด้วย จากนั้นนำท่านชม ป้อมไอท์ เบนฮาดดู (Kasbash of Ait Ben Haddou) เป็นป้อมหินทรายซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrence of Arabia, Jesus of Nazareth และ Gladiator ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก

เที่ยง          

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย           

คณะออกเดินทางสู่ เมืองมาราเกช (ระยะทาง 193 ก.ม./ 4 ช.ม.) ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ ตั้งอยู่แถบเชิงเขาแอตลาส ในอดีตเมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมร็อกโก ถือเป็นเมืองชุมทางของพ่อค้าต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นอดีตเมืองหลวงในช่วงสมัยราชวงศ์อัลโมราวิด ช่วงศตวรรษที่ 11 ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เราเห็นได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งจึงได้สมญานามว่าเป็น A City of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้ นำท่านสู่ ตลาดกลางเมืองมาราเกช ตลาดกลางเมืองมาราเกชในเขตเมดินา โดยมีจัตุรัส เจมาเอลฟนา (Jemaa el-Fnaa) เป็นศูนย์กลาง คือพื้นที่คึกคักที่สุดของเมือง เต็มไปด้วยร้านค้าเครื่องเทศ งานหัตถกรรม เครื่องหนัง ผ้าทอ และอาหารพื้นเมือง รอบจัตุรัสมีซูคหลายโซนที่จำหน่ายสินค้าหลากหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืนตลาดจะเต็มไปด้วยนักดนตรี ผู้แสดงศิลปะ และร้านอาหาร ทำให้ที่นี่เป็นจุดรวมชีวิตชีวาและวัฒนธรรมของมาราเกชอย่างแท้จริง จากนั้นนำท่านสู่ภัตตาคารรับประทานอาหารค่ำ และนำท่านสู่โรงแรมที่พัก อิสระให้ท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย

ค่ำ              

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังมื้ออาหารนำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก

พักค้างคืน ณ Novotel Marrakech Hivernage หรือเทียบเท่า ****

วันที่ 8สวนอีฟแซงท์ ลอเร้นท์ - พระราชวังบาเฮีย - คูตูเบียร์ - แกรนด์บาซาร์

เช้า           

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารโรงแรม

นำท่านชมสวนจาร์ดีน มาจอแรล Jardin Majorelle Garden หรือ สวนอีฟแซงท์ ลอเร้นท์ Yves Saint Laurent Gardens สวนทรอปิคอลซึ่งออกแบบโดยนักออกแบบแฟชั่นชื่อดัง Yves St. Laurent แห่งปารีส ฝรั่งเศส ในช่วงที่โมรอคโคตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส ยิปแซงลอเร้นซ์มาที่ประเทศโมรอคโค เพื่อพักผ่อนหลังจากเคร่งเครียดจากงานออกแบบแฟชั่นโชว์ บ้านหลังนี้เคยตกเป็นของเศรษฐีแห่งมาราเกช หลังจากยิปแซงมาเยือนมาราเกช ก็ได้เกิดความหลงใหลในเมืองแห่งนี้ และซื้อบ้านหลังนี้ไว้เป็นที่พักผ่อน ชมสวนที่ถูกออกแบบโดยใช้สีฟ้า  และสีส้มเป็นองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเสา แจกัน และชมนานาพรรณของต้นไม้แห่งทะเลทราย ที่จัดได้อย่างสวยงาม จากนั้นนำท่านเดินทางไปเยี่ยมชม พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) เป็นพระราชวังของท่านมหาอำมาตย์  ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa สถาปัตยกรรมออกเป็นแนวสมัยใหม่ โดยที่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น แต่ด้วยความที่มีการวางแผนก่อสร้างและตกแต่งอย่างเร่งรีบ จึงเป็นที่วิจารณ์กันว่ารายละเอียดหลายๆอย่างในพระราชวังแห่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ลงตัว พระราชวังมีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น (Stucco) มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก จากนั้นนำท่านสู่ภัตตาคารรับประทานอาหาร

เที่ยง          

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย           

นำท่านจากนั้นนำท่านถ่ายรูปกับ มัสยิดคูตูเบีย (Koutobia Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้จากหอคอยที่มีความสูง 226 ฟุต จากนั้นนำท่านเยือน จัตุรัสกลางเมือง (Djema El Fnaa Square)  ที่มีขนาดใหญ่รายล้อมไปด้วยอาคารนำท่านเดินชมแกรนด์บาร์ซาแหล่งค้าขายที่คึกคักที่สุดของเมืองมาราเกซมี ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวาที่มีสีสัน และกลิ่นอายแบบโมร็อกโกขนานแท้ อิสระให้ท่านได้จับจ่ายหาซื้อของฝาก และของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆ ได้ที่ ตลาดเก่า (Old Market) ที่อยู่รายรอบจัตุรัสอย่างเพลิดเพลิน ได้เวลาอันสมควรนำท่านเดินทางสู่ เมืองคาซาบลังกา (ระยะทาง 246 ก.ม./ 2.50 ชม.) คาซาบลังก้า หมายถึง บ้านสีขาว เมืองที่คนทั่วโลกรู้จัก เพราะนอกจากจะเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานระหว่างประเทศแล้ว ยังถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง Casablanca ออกฉายในปี ค.ศ.1942 (โดยที่ไม่ได้ถ่ายทำในคาซาบลังก้าเลย) เป็นเรื่องราว  ความรักระหว่างนายทหารอเมริกันและหญิงคนรัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คาซาบลังก้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และปัจจุบันเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของโมร็อกโกที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณเกือบ 5 ล้านคน 

ค่ำ              

รับประทานอาหารค่ำ ณ  ภัตตาคาร

พักค้างคืน ณ Novotel Casablanca City center  หรือเทียบเท่า ****

วันที่ 9สุเหร่าฮัสซันที่ 2 - จัตุรัสหประชาชาติ - ชมเมือง - คาซาบลังกา - กรุงเทพ

เช้า             

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านชม สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (Hassan II Mosque) ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก เป็น  สุเหร่าที่สวยงาม สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1993 เนื่องในวาระเฉลิมพระชนม์ครบ 60 พรรษาของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2  เป็นสุเหร่าที่มีขนาดใหญ่มาก มีหอคอยสูงถึง 210 เมตร เป็นศิลปะสไตล์โมร็อกโก ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส มิเชล แปงโช และจัดเป็นสุเหร่าที่มีขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในคาซาบลังก้า และใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากสุเหร่าที่เมืองเมกกะและเมดิน่า นำท่านชม จัตุรัสสหประชาชาติ ซึ่งเป็นใจกลางเมืองย่านธุรกิจที่สำคัญของเมืองคาซาบลังก้า  ได้เวลาอันสมควร นำท่านเดินทางสู่สนามบิน

14.55 น.    

เหินฟ้ากลับ กรุงเทพฯ โดยเที่ยวบินที่ EK 752 / EK 376 ( 15.10-01.40/03.50-12.55 ) แวะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองดูไบของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต  ä บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน

วันที่ 10กรุงเทพมหานคร

12.55 น.   

เดินทางกลับถึง สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยประทับมิรู้ลืม