Tel : 02-1024241-2 Line : @VARITATRAVEL
      ใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว 11/09384

แกรนด์โมร็อกโก 9 วัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ชื่อ-นามสกุล*
อีเมล*
สอบถามเพิ่มเติม/เบอร์โทรศัพท์*
* I aggree with Terms of Service and Privacy Statement.
Please agree to all the terms and conditions before proceeding to the next step
บันทึกโปรแกรมทัวร์

Adding item to wishlist requires an account

850

มีปัญหาสอบถามเพิ่มเติม?

ทีมงานวาริต้า ทราเวล คอยให้คำแนะนำทุกคำถาม โทรเลย เวลาทำการ วันจันทร์ – ศุกร์ 09.00 น.-17.30 น.
วันเสาร์ : 9.00-12.00 น.

02-1024241-2

contact@varitatravel.com

ไฮไลท์โปรแกรมทัวร์ทัวร์โมร็อกโก

ทัวร์โมรอคโค ราคาเริ่มต้น 65,900 ➡ 9 วัน

– เยือนดินแดนฟ้าจรดทราย
– ราบัต
– หอคอยฮัตสัน
– นครสีน้ำเงินเชฟชาอูน
– เฟส อิเฟรน
– มิเดลท์
– เมอชูก้า
– ทะเลทรายซาฮารา
– สัมผัสประสบการณ์ขี่อูฐท่องทะเลทราย
– โอเอซิสทินเฮียร์
– วอซาเซท
– มาราเกซ
– คาซาบลังก้า
– จัตุรัสประชาชาติ

สายการบิน

อียิปต์แอร์ (MS)

โรงแรม

มาตรฐานระดับ 4* พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

ทัวร์

รายการทัวร์จัดให้แบบสบายไม่เหนื่อย ค่อยๆ ไปทีละเมือง.....สวยทุกๆ เมืองถูกใจแน่นอน

หัวหน้าทัวร์

นำทัวร์โดยหัวหน้าทัวร์ที่มีประสบการณ์ มีความรับผิดชอบสูง ให้บริการและอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิดตลอดการเดินทาง
ช่วงเวลาเดินทาง

21-29 มี.ค.

55,900

4-12 เม.ย.

58,900

11- 19 เม.ย.

64,900

24 เม.ย.-2 พ.ค.

58,900
รูปภาพ
รายละเอียด

กรุงเทพฯ (สนามบินสุวรรณภูมิ) – คาซาบลังก้า (โมร็อกโก)

17.30 น.
– คณะผู้เดินทางพร้อมกันที่ สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตูหมายเลข 7 เคาน์เตอร์ P สายการบินเอทิฮัด แอร์เวย์ (EY) เจ้าหน้าที่ วาริต้า ทราวเวล คอยให้การต้อนรับพร้อมอำนวยความสะดวกด้านสัมภาระและบัตรที่นั่งก่อนขึ้นเครื่อง

20.45 น.
– ออกเดินทางสู่ เมืองคาซาบลังก้า ประเทศโมร็อกโก โดยเที่ยวบินที่ EY401/EY613 (20.45-00.15/02.35-07.45+1) ä บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน

คาซาบลังก้า-ราบัต-เชฟชาอูน

07.45 น.
– คณะเดินทางถึง สนามบินมุฮัมมัด ฟิฟท์ อินเตอร์เนชั่นแนล คาซาบลังกา หลังผ่านการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร นำท่านเดินทางโดยรถโค้ชปรับอากาศสู่ เมืองราบัต (Rabat) เมืองหลวงของราชอาณาจักรโมร็อกโก จากนั้นนำท่านชม สุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 (Mohammed V Mausoleum) พระอัยการของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนสง่าเฝ้าทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่เบื้องล่าง  ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ไม่สำเร็จ และพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183 x 139 เมตร

เที่ยง  
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย
– จากนั้นนำท่านไปชม หอคอยฮัสซัน (Hassan Tower) ส่วนหนึ่งของมัสยิดฮัสซันซึ่งได้วางแผนไว้ให้เป็นสุเหร่าที่ใหญ่ อันดับ 2 ของโลก สามารถบรรจุผู้ที่เข้ามาสวดมนต์ได้พร้อมกันคราวละ 40,000 คน (แต่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ) สมควรแก่เวลานำท่านชมภายนอก สุเหร่าหลวง และ พระราชวังหลวง ที่ทุกเที่ยงวันศุกร์ กษัตริย์แห่งโมร็อกโกจะทรงม้าจากพระราชวังมายังสุเหร่าเพื่อประกอบศาสนกิจ จากนั้นนำท่านชม สวนสาธารณะแอนดาลูเชียน (Andalusian Garden) ซึ่งในอดีตเคยเป็นของฝรั่งเศสถูกตกแต่งด้วยนํ้าพุ ต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ นำท่านออกเดินทางไปยังด้านเหนือซึ่งจะได้ผ่านชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของชายทะเลของเมืองราบัต ได้เวลาอันสมควรนำท่านเดินทางต่อสู่ เมือง เชฟชาอูน (Chefchaouen) เมืองโบราณที่เก่าแก่ที่สุดของโมร็อกโก

ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังมื้ออาหารนำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก
– พักค้างคืน ณ  PARADOR HOTEL,CHEFCHAOEUN หรือเทียบเท่า

เชฟชาอูน – พระราชวังหลวง – เฟส - ประตู Bab Bou Jeloud – เมืองเก่าเฟส -โรงฟอกหนัง

เช้า             
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

นำท่านชมเมือง เชฟชาอูน (Chefchaoeun) เมืองโบราณเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ถูกสร้างขึ้นในปี 1471 ถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุด ในอดีตนั้น เชฟชาอูน ถูกสร้างเพื่อเป็นที่พักผิงให้แก่ผู้อพยพ  ชาวมัวร์และชาวยิวที่ถูกเนรเทศออกจากประเทศสเปน หลังจากนั้นเป็นต้นมาที่แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของชาวชาวมัวร์และชาวยิว จนในปี 1930 ผู้คนในเมืองช่วยกันทาอาคารบ้านเรือน ทางเดิน ประตู และทุกๆ ที่ในเมืองให้เป็นสีฟ้า ด้วยความเชื่อทางศาสนาที่ว่า สีฟ้า-น้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์และเป็นตัวเทนของเทพเจ้า เป็นสีของท้องฟ้าและทะเล และยังเพื่อเป็นการระลึกถึงพระเจ้า นอกจากนี้ชาวเมืองยังเชื่อว่า ผนังสีฟ้าสามารถช่วยไล่ยุงได้อีกด้วย เมืองนี้ตั้งอยู่ใจกลางบนภูเขา Rif เมืองนี้จึงถูกล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ ต้นไม้ ภูเขา มีทิวทัศน์ที่สวยงาม จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนโมร็อกโก

เที่ยง  
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย
– ออกเดินทางสู่ เมืองเฟส (Fez) เมืองหลวงเก่าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และยังเป็นเมืองสำคัญทางด้านศาสนามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของโมร็อกโก ตั้งอยู่ระหว่างพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่ต่อจากเชิงเทือกเขารีฟ ซึ่งเฟส เป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และมีเสน่ห์อันแสนสุดประทับใจ นำท่านเที่ยวชมเมืองโดยเริ่มด้วยจุดชมวิวบน ป้อมปราการแห่งราชวงศ์ซาเดียน ต่อด้วยชม ประตูพระราชวังหลวงแห่งเฟซ (The Royal Palace) ที่มีทหารยามยืนเฝ้าหน้าประตูอย่างสง่างามประตูทางเข้าพระราชวังเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยและ สง่างาม เป็นเอกลักษณ์แห่งราชวงศ์โมร็อกโก บริเวณใกล้เคียงพระราชวังเคยเป็นชุมชนชาวยิวที่ทำรายได้ให้แก่ราชวงศ์ เพราะชาวยิวฉลาดทำการค้าเก่ง แต่ปัจจุบันชาวยิวส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับไปอยู่ในดินแดนแห่งพันธสัญญา (ประเทศอิสราเอล) คงเหลือชาวยิวอยู่ไม่มากนัก จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่เขาวงกตอันซับซ้อนแห่งเมดินาเฟส ผ่าน ประตู Bab Bou Jeloud  ที่สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1913 ที่ใช้โมเสดสีฟ้าตกแต่ง เดินผ่านเข้าไปในเขตเมดิน่าแล้วเหมือนข้ามกาลเวลาย้อนสู่อดีต นำท่านเดินผ่านตลาดสดขายข้างปลาอาหาร และผัก ผลไม้สดต่างๆ นาๆ ชม เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย (Merdersa Bou Imania) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ที่สวยงามประณีต ในเขตเมืองเก่าได้แบ่ง  ออกเป็น 100 ส่วน มีซอยกว่า 10,000 ซอย มีซอยแคบสุดคือ 50 เซ็นติเมตร ถึงกว้าง 3 เมตร จะแบ่งเป็นย่านต่างๆ เช่น ย่านเครื่องใช้ทองเหลือง ทองแดง จะมีร้านค้าเล็กๆ ที่หน้าร้าน จะมีหม้อ กะทะ อุปกรณ์เครื่องครัว วางแขวนห้อยเต็มไปหมด ย่านขายพรมที่วางเรียงรายอย่างสวยงาม ย่านงานเครื่องจักสาน งานแกะสลักไม้ และย่านเครื่องเทศ (Souk El Attarine) ท่านจะได้สัมผัสทั้งรูป รส และกลิ่นในย่านเครื่องเทศที่มีการจัดเรียงสินค้าได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ระหว่างที่เดินตามทางในเมดิน่าท่านจะได้พบกับน้ำพุธรรมชาติ (Nejjarine Fountain) เพื่อให้ชาวมุสลิมให้ล้างหน้าล้างมือก่อนเข้าในบริเวณมัสยิด นอกจากนี้ที่ตามซอกมุมอาจเห็นภาพชายสูงอายุหนวดเครารุงรังนั่งแกะสลักไม้ชิ้นเล็กๆ อยู่บริเวณตามทางเดินแคบๆ ในเขตเมืองเก่า บางทีเราก็ยังจะเห็นผู้หญิงที่นี่สวมเสื้อผ้าที่ปิดตั้งแต่หัวจนถึงเท้า จะเห็นได้ก็เฉพาะตาดำอันคมกริบเท่านั้น นำท่านเดินต่อในเมดิน่าแห่งเฟส จากนั้นนำท่านเดินชม ย่านเครื่องหนัง และแวะชม บ่อฟอกและย้อมสีหนังแบบโบราณ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองเฟส ถูกอนุรักษ์โดยองค์กรยูเนสโก้ ช้อปปิ้งสินค้าท้องถิ่น และผลไม้แห้งอย่างเช่น อินทผาลัม วอลนัท อัลมอนด์ ที่คุณภาพดีและราคาย่อมเยา

ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังมื้ออาหารนำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก
– พักค้างคืน ณ ACROSS HOTEl, FEZ หรือเทียบเท่า

เฟส-อิเฟรน-มิเดลท์-ราชิดิยา-เออร์ฟูด-เมอร์ซูก้า-ทะเลทรายซาฮาร่า

เช้า             
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

                   นำท่านเดินทางสู่ เมืองอิเฟรน (Ifrane)  เมืองพักตากอากาศบนความสูงกว่า 1,650 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งในอดีตฝรั่งเศสได้มาสร้างเมืองขึ้นบริเวณนี้ เป็นสถานที่พักผ่อนทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน บ้างก็เรียกเมืองอิเฟรนว่า เจนีวาแห่งโมร็อกโก หรือ “สวิตเซอร์แลนด์แห่งโมร็อกโก” บ้านส่วนใหญ่มีหลังคาสีแดง มีดอกไม้ และทะเลสาบสวยงาม นำท่านเดินเล่นช  มเมืองและเก็บภาพบรรายากาศอันสวยงามอีกแห่งของโมร็อกโก ถ่ายรูปกับ อนุสรณ์สิงโตหิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสิงห์โตตัวสุดท้ายที่ถูกล่าจนหมดไปจากเทือกเขาแห่งนี้  จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่เมือง มิเดลท์ (Midelt)

เที่ยง  
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย
– ออกเดินทางข้ามเขามิเดลท์ (Middle Atlas) ภูมิประเทศเขียวชอุ่มไปด้วยป่าไม้ บางช่วงต้นไม้พุ่มเตี้ยแปลกตา สวนต้นสนซีดาร์ ผ่านเส้นทางความสูง 3,090 เมตร ปกคลุมด้วยหิมะ และต้นสนขนาดใหญ่ เดินทางผ่าน เมืองราชิดิยา  (RACHIDIA) เมืองที่มีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ ซึ่งมีระยะทางห่างจากพรมแดนระหว่างโมร็อคโค และแอลจีเรีย เพียง 25 กม. สู่ เมืองเออร์ฟูด (Erfoud) เมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางกองคาราวานพ่อค้าที่เดินทางมาจากตะวันออกกลางอย่างซาอุดิอารเบียและซูดาน บนเส้นทางผ่านข้ามเขตแห้งแล้งแต่มีโอเอซิสที่หุบเขาเดดส์ (Dades) ซึ่งแนวเขาและธรรมชาติของหุบเขาที่ถูกกัดกร่อนจากแรงลม ทำให้หุบเขากลายเป็นรูปร่างต่างๆ สวยงาม จากนั้นนำท่านออกเดินทางโดย รถขับเคลื่อน 4 ล้อ (4×4)  พร้อมกระเป๋าสัมภาระ (ใบเล็ก) เข้าสู่ เมอร์ซูก้า (Merzouga) เมืองในทะเลทรายซาฮาร่า ผ่านภูเขาหิน ที่เต็มไปด้วยซากฟอสซิลของหอยและแมงกะพรุนโบราณ ในอดีต เมื่อประมาณ 350 ล้านปีก่อน ดินแดนแห่งนี้เคยอยู่ใต้ท้องทะเลต่อมาเมื่อแผ่นดินผุดขึ้นมา จึงเกิดซากฟอสซิลขึ้นมากมาย

ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้นพักผ่อนนอนดูดาว ตามอัธยาศัย
– พักค้างคืน ณ TOMBOCTOU HOTEl, MERZOUGA หรือเทียบเท่า

***เพลิดเพลินกับบรรยากาศยามค่ำคืนของทะเลทรายซาฮาร่าและชมดวงดาวบนท้องฟ้า***

เมอร์ซูก้า-เออร์ฟูด-ทินเฮียร์-ทอดร้ากอร์จ-วอซาเซท

เช้าตรู่
– ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นนำท่าน ขี่อูฐชมเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เนินทรายในทะเลทรายซาฮาร่า (SAHARA DESERT) เป็นทะเลทรายที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลกคือ มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร (ใหญ่เท่าสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ) และตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ทะเลทรายซาฮาร่ามีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ สัตว์ หรือพืช เพราะฝนตกน้อยมาก และพื้นที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ หากมีสัตว์และพืชพันธุ์ใดที่สามารถเติบโตในทะเลทรายได้ ก็ต้องปรับตัวกั  นอย่างมาก เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องหาวิธีในการใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ ให้ท่านได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้าในทะเลทรายซาฮาร่า  จากสภาพการไร้ฝนและอุณหภูมิที่ร้อนจัดในทะเลทรายมีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเหนือทะเลทราย เกือบเป็นศูนย์ตลอดปี ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากบนเนินทราย ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจ  สมควรแก่เวลานำท่านขี่อูฐกลับสู่โรงแรมที่พัก

เช้า             
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
– นำคณะนั่งรถ ขับเคลื่อนสี่ล้อ (4×4) ออกจากทะเลทรายซาฮาร่ามุ่งหน้าสู่ เมืองเออร์ฟูด์ (Erfoud) เพื่อเปลี่ยนเป็นรถโค้ชคันเดิม จากนั้นนำท่านเดินทางต่อไปยัง เมืองทินเฮียร์ (Tinguir) แวะชม โอเอซิสทินเฮียร์ ซึ่งเป็นชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้งในเขตทะเลทราย ที่ยังมีความชุ่มชื้น มีตาน้ำหรือลำธารน้ำ ซึ่งใช้ในการปลูก ต้นปาล์ม ต้นอัลมอนด์ โอเอซิสแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของกองทหารที่เดินทางมาจากวอซาเซท ผ่านหุ บเขาเดดส์ (Dades) ซึ่งเป็นแนวเขาและธรรมชาติของหุบเขาที่ถูกกัดกร่อนจากแรงลม ทำให้หุบเขากลายเป็นรูปร่างต่างๆ  สวยงาม จากนั้นเดินทางสู่ทอดร้ากอร์จ (Todra Gorges) โกรกธารที่มีโขดผาสูง 985 ฟุต หรือ 300 เมตร ทั้งสองด้านที่เกือบตั้งทำมุมสามเหลี่ยมกับแม่น้ำโทดร้า ถือว่าเป็นโกรกธารและหุบเขาที่สวยที่สุดทางใต้ของโมร็อกโก ชมความงดงามของช่องเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในโอเอซิส โดยมี ลำน้ำใส ๆ ที่ไหลผ่านช่องเขากับหน้าผาสูงชันแปลกตา สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งปีนหน้าผาสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการเสี่ยงภัย

เที่ยง  
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย
– เดินทางสู่ เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) เคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1928 ฝรั่งเศสได้ตั้งกองกำลังทหารและพัฒนาที่นี่ให้เป็นศูนย์กลางการบริหาร วอซาเซทเป็นเมืองที่ถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยวแวดล้อมไปด้วยสตูดิโอภาพยนตร์ และมีการพัฒนาพื้นที่ในทะเลทรายเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการขี่มอเตอร์ไซด์ อูฐ กิจกรรมผจญภัยกลางทะเลทราย (สำหรับในฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิ (พฤศจิกายน-เมษายน) ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ เพราะเมืองนี้อยู่ใกล้ภูเขาแอตลาส ที่มีหิมะปกคลุมในช่วงดังกล่าว  วอซาเซทอาจกล่าว  ได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่มองหาความแตกต่าง และความผจญภัยที่หาไม่ได้จากที่ไหน วอซาเซทเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของทางตอนใต้ และที่นี่ยังเป็นทางเชื่อมระหว่างเหนือกับใต้ และตะวันออกกับตะวันตก สำหรับนักท่องเที่ยวบางคนที่ชอบรสชาติของความเป็นทางใต้ ณ แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจเมืองต่างๆได้ทุกวัน  แวะถ่ายรูป ป้อมทาเริท Kasbah Taourirt เป็นป้อมแห่งตระกูลกลาวี ซึ่งภายในประกอบด้วยห้องต่าง ๆ จำนวนมากซ่อนอยู่เชื่อมต่อกันด้วยถนนเล็กๆ และเส้นทางลับคดเคี้ยวตามอาคารที่เบียดเสียดกัน พระราชวังของตระกูลกลาวี Glaoui Palace ผู้ปกครองมาราเกซ ซึ่งยังมีลวดลายผนังอาคารและรูปแบบสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของการสร้างอาคารของชาวเบอร์เบอร์ การออกแบบอาคารซึ่งเหมาะกับความเชื่อและความเป็นอยู่ของเหล่าเจ้าผู้ปกครอง ในยุคของตระกูล Glaoui ที่นี่มีคนงานและคนรับใช้จำนวนหลายร้อยคนจึงต้องมีห้องเป็นจำนวนมาก มีทั้งส่วนที่เป็นวังเก่า ห้องนั่งเล่น ห้องรับรอง ซึ่งองค์การยูเนสโก้ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นมาจากอาคารเดิมเพียง 1 ใน 3 ของอาคารทั้งหมด

ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังมื้ออาหารนำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก
– พักค้างคืน ณ KARAM PALACE HOTEL, Ouarzazate หรือเทียบเท่า

วอซาเซท-ไอท์ เบนฮาดดู-มาราเกช-พระราชวังบาเฮีย-สุสานแห่งราชวงศ์ซาเดียน-มัสยิดคูตูเบีย

เช้า             
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

จากนั้นออกเดินทางสู่ เมืองไอท์ เบนฮาดดู (AIT BEN HADDOU) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองมาราเกช เส้นทางข้ามเทือกเขาไฮแอทลาส ทางคดเคี้ยวกับภูเขาสลับซับซ้อนสลับกับทุ่งเกษตรแบบขั้นบันได ให้ท่านเพลินตากับสีสัน วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น นำท่านชม เมืองเอ็ทเบน ฮาดดู เป็นเมืองที่ชื่อเสียงในเรื่องการหารายได้จากกองถ่ายทำภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง โดยเฉพาะป้อมที่งดงามและมีความใหญ่ที่สุดในโมร็อคโคภาคใต้ คือ ป้อมไอท์ เบนฮาดดู (Kasbash of Ait Ben Haddou) เป็นป้อมหินทรายซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrence of Arabia, Jesus of Nazareth และ Gladiator ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก

เที่ยง  
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย
– ออกเดินทางสู่ เมืองมาราเกช (Marrakech) ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ ตั้งอยู่แถบเชิงเขาแอตลาส ในอดีต เมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมร็อกโก ถือเป็นเมืองชุมทางของพ่อค้าต่างๆ นอกจากนี้ยังเป็นอดีตเมืองหลวงในช่วงสมัยราชวงศ์อัลโมราวิด ช่วงศตวรรษที่ 11 ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เราเห็นได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งจึงได้สมญานามว่าเป็น A City of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้ นำท่านเดินทางไปเยี่ยมชม พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) เป็นพระราชวังของท่านมหาอำมาตย์  ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa สถาปัตยกรรมออกเป็นแนวสมัยใหม่ โดยที่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น แต่ด้วยความที่มีการวางแผนก่อสร้างและตกแต่งอย่างเร่งรีบ จึงเป็นที่วิจารณ์กันว่ารายละเอียดหลายๆอย่างในพระราชวังแห่งนี้ยังไม่สมบูรณ์ลงตัว พระราชวังมีการตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น (Stucco) มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก จากนั้นนำท่านแวะถ่ายรูปกับ มัสยิดคูตูเบีย (Koutobia Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้จากหอคอยที่มีความสูง 226 ฟุต จากนั้นนำท่านเยือน จัตุรัสกลางเมือง (Djema El Fnaa Square)  ที่มีขนาดใหญ่รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวาที่มีสีสัน และกลิ่นอายแบบโมร็อกโกขนานแท้ อิสระให้ท่านได้จับจ่ายหาซื้อของฝาก และของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆ ได้ที่ ตลาดเก่า (Old Market) ที่อยู่รายรอบจัตุรัสอย่างเพลิดเพลิน

ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังมื้ออาหารนำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก
– พักค้างคืน ณ PALM MENARA Hotel, MARRAKECH หรือเทียบเท่า

มาราเกซ - คาซาบลังก้า - สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 – โบถส์ชาวยิว – จัตุรัสสหประชาชาติ

เช้า
รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

ได้เวลาอันสมควรนำท่านเดินทางสู่ เมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) คาซาบลังก้า หมายถึง บ้านสีขาว เมืองที่คนทั่วโลกรู้จัก เพราะนอกจากจะเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานระหว่างประเทศแล้ว ยังถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง Casablanca ออกฉายในปี ค.ศ.1942 (โดยที่ไม่ได้ถ่ายทำในคาซาบลังก้าเลย) เป็นเรื่องราวความรักระหว่างนายทหารอเมริกันและหญิงคนรัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คาซาบลังก้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และปัจจุบันเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของโมร็อกโกที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณเกือบ 5 ล้านคน

เที่ยง  
รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย
– นำท่านแวะชมด้านนอกของ สุเหร่ากษัตริย์ฮัสซันที่ 2 (Hassan II Mosque) ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก เป็น  สุเหร่าที่สวยงาม สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1993 เนื่องในวาระเฉลิมพระชนม์ครบ 60 พรรษาของกษัตริย์ฮัสซันที่ 2  เป็นสุเหร่าที่มีขนาดใหญ่มาก มีหอคอยสูงถึง 210 เมตร เป็นศิลปะสไตล์โมร็อกโก ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส มิเชล แปงโช และจัดเป็นสุเหร่าที่มีขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในคาซาบลังก้า และใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลกรองจากสุเหร่าที่เมืองเมกกะและเมดิน่า ชม โบถส์ชาวยิว (The Church of our ladies of Lourdes) ภายในมีภาพกระจกสีสวยงามแสดงเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับศาสนา ต่อด้วย จัตุรัสสหประชาชาติ ซึ่งเป็นใจกลางเมืองย่านธุรกิจที่สำคัญของเมืองคาซาบลังก้า

ค่ำ
รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังมื้ออาหารนำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก
– พักค้างคืน ณ IDOU Hotel, CASABLANCA หรือเทียบเท่า

คาซาบลังก้า-ไคโร

เช้า             
– รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
– ได้เวลานัดหมายนำท่านเดินทางสู่ สนามบินคาซาบลังก้า

09.05 น.
– ออกเดินทางสู่ กรุงเทพฯ โดยเที่ยวบินที่ EY612/EY406 (09.50-20.25/23.30-09.10+1) ä บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน

กรุงเทพมหานคร

09.10 น.           
– เดินทางกลับถึง สนามบินสุวรรณภูมิ  ด้วยความสวัสดี และแสนประทับใจ

Scroll Up